จุดเริ่มต้นของการออกแบบกราฟิก รายวิชาประวัติศาสตร์กราฟิก รหัสวิชา DMD 3228 (1/16)

อาจารย์ ดร.กิตติธัช ศรีฟ้า

แขนงวิชานิเทศศิลป์ สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์และสื่อดิจิทัล คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์

การออกแบบกราฟิกมีวิวัฒนาการมายาวนาน เริ่มต้นจากภาพวาด สัญลักษณ์ และตัวอักษรที่มนุษย์ใช้เพื่อสื่อสารในยุคโบราณ พัฒนาสู่ยุคสิ่งพิมพ์ในศตวรรษที่ 15 เมื่อโยฮันเนส กูเตนเบิร์ก ประดิษฐ์แท่นพิมพ์แบบใช้ตัวเรียงโลหะ ทำให้การผลิตหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ รวดเร็วและมีต้นทุนต่ำ เกิดอาชีพนักออกแบบกราฟิก

ความหมายและความเป็นมาของกราฟิก

กราฟิก (Graphic) หมายถึง ภาพ ลายเส้น รูปภาพ หรือสัญลักษณ์ ที่เกิดจากการวาด เขียน หรือการพิมพ์

กราฟิก (GRAPHIC) หมายถึง ภาพ ลายเส้น รูปภาพ หรือสัญลักษณ์ ที่เกิดจากการวาด เขียน หรือการพิมพ์
การออกแบบกราฟิก (GRAPHIC DESIGN) หมายถึง การใช้ความคิดสร้างสรรค์ ผสมผสานองค์ประกอบทางศิลปะ หลักการออกแบบ และเทคโนโลยี เพื่อสร้างสรรค์ผลงานกราฟิก

ประวัติศาสตร์กราฟิกยุคก่อนสิ่งพิมพ์ (Pre-print Era)

ภาพเขียนและงานแกะสลักฝาผนังในถ้ำยุคโบราณ

มนุษย์ยุคโบราณใช้ภาพเขียนและงานแกะสลักบนผนังถ้ำเพื่อบันทึกเหตุการณ์ สื่อสารความคิด เชื่อมต่อกับธรรมชาติ ภาพเขียนและงานแกะสลักฝาผนังในถ้ำ เปรียบเสมือนหน้าต่างสู่โลกอดีต เผยให้เห็นวิถีชีวิต ความเชื่อ และความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ยุคโบราณ ผ่านภาพสัตว์ป่า ภาพมือ ภาพสัญลักษณ์ และสีสันจากธรรมชาติ สะท้อนความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรมชาติ บันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ หลักฐานทางโบราณคดี และงานศิลปะที่แสดงถึงพัฒนาการของมนุษย์ การศึกษาภาพเหล่านี้ช่วยให้เราเข้าใจอดีต เรียนรู้วัฒนธรรม ความเชื่อ และวิถีชีวิตของบรรพบุรุษ จึงเป็นสมบัติล้ำค่าที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ สืบสาน และส่งต่อให้กับคนรุ่นต่อไป

ภาพเขียนและงานแกะสลักฝาผนังในถ้ำยุคโบราณที่มีชื่อเสียงในโลก

ถ้ำลาสโกซ์ (Lascaux Cave) ประเทศฝรั่งเศส ค้นพบปี 1940 อายุประมาณ 17,000 ปี ภาพวาดสัตว์ป่า มนุษย์ สัญลักษณ์ ได้รับการขนานนามว่า "The Sistine Chapel of Prehistory" ปิดถ้ำเพื่ออนุรักษ์ภาพวาด
ถ้ำอัลตามิรา (Altamira Cave) ประเทศสเปน ค้นพบปี 1879 อายุประมาณ 11,000 ปี ภาพวาดวัวกระทิง ม้า มือ สัญลักษณ์ ภาพวาดมีสีสันสวยงาม ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
ถ้ำโชเวต์ (Chauvet Cave) ประเทศฝรั่งเศส ค้นพบปี 1994 อายุประมาณ 37,000 ปี ภาพวาดม้า สิงโต แรด สัญลักษณ์ ภาพวาดมีรายละเอียดสมจริง ปิดถ้ำเพื่ออนุรักษ์ภาพวาด
ถ้ำมือ (Hand Cave) ประเทศอาร์เจนตินา ค้นพบปี 1973 อายุประมาณ 9,000 ปี ภาพวาดมือ มนุษย์ สัตว์ แสดงถึงพิธีกรรม ความเชื่อ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
ถ้ำต้าซื่อ (Dazu Rock Carvings) ประเทศจีน แกะสลักในศตวรรษที่ 9 ภาพแกะสลักพระพุทธรูป เทพเจ้า เรื่องราวทางศาสนา มีภาพแกะสลักมากกว่า 50,000 ชิ้น ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
ถ้ำเอลเลน (Ellora Caves) ประเทศอินเดีย แกะสลักในศตวรรษที่ 5 ภาพแกะสลักพระพุทธรูป เทพเจ้า เรื่องราวทางศาสนา มีภาพแกะสลักมากกว่า 30 ชิ้น ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
ถ้ำอชันตา (Ajanta Caves) ประเทศอินเดีย แกะสลักในศตวรรษที่ 2 ภาพแกะสลักพระพุทธรูป เทพเจ้า เรื่องราวทางศาสนา มีภาพวาดฝาผนังที่สวยงาม ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

กราฟิกอักษรภาพ

อักษรเฮียโรกลิฟิก (Hieroglyphics) ของอียิปต์โบราณ อักษรภาพที่เก่าแก่ที่สุดที่รู้จัก ใช้ภาพวาดเพื่อแสดงวัตถุ แนวคิด และเสียง จารึกบนหิน ไม้
อักษรคูนิฟอร์ม (Cuneiform) ของเมโสโปเตเมีย ใช้แท่งดินสอสามเหลี่ยม เขียนบนแผ่นดินเหนียว สัญลักษณ์แทนคำ พยางค์ หรือเสียง พบว่าใช้ในกฎหมายฮัมมูราบี มหากาพย์กิลกาเมช
อักษรภาพมายา (Maya hieroglyphs) ใช้ภาพวาด สัญลักษณ์ แทนคำ พยางค์ หรือเสียง จารึกบนหิน เครื่องปั้นดินเผา codices มักใช้บันทึกเหตุการณ์ ปฏิทิน ดวงชะตา

กราฟิกจารึกบนหิน

จารึกโรเซตต้า (Rosetta Stone) พบในปี ค.ศ. 1799 ในเมืองโรเซตต้า ประเทศอียิปต์ จารึกด้วยภาษาอียิปต์โบราณ 3 รูปแบบ: อักษรเฮียโรกลิฟิก อักษรเดโมติก และภาษากรีกโบราณ ช่วยให้นักโบราณคดีถอดรหัสอักษรเฮียโรกลิฟิกได้สำเร็จ
จารึกหินโมอาย (Moai Inscriptions) พบบนเกาะอีสเตอร์ ประเทศชิลี จารึกด้วยอักษร Rongorongo ยังไม่สามารถถอดรหัสได้ บอกเล่าเรื่องราว ความเชื่อ และพิธีกรรม ของชาวเกาะอีสเตอร์
จารึกเบฮิสตูน (Behistun Inscription) พบในปี ค.ศ. 1835 บนหน้าผาเบฮิสตูน ประเทศอิหร่าน จารึกด้วยภาษาโบราณ 3 ภาษา: ภาษาเปอร์เซียโบราณ ภาษาเอลาม และภาษาบาบิโลนโบราณ บันทึกเรื่องราว วีรกรรม และความยิ่งใหญ่ ของกษัตริย์เปอร์เซียโบราณ
จารึกหลักที่ 1 หรือ จารึกพ่อขุนรามคำแหง ประเทศไทย เป็นศิลาจารึกที่บันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สมัยกรุงสุโขทัย ศิลาจารึกนี้ เจ้าฟ้ามงกุฎฯ (ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ขณะผนวชอยู่เป็นผู้ทรงค้นพบเมื่อวันกาบสี ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 3 จ.ศ. 1214 ตรงกับวันศุกร์ที่ 17 มกราคม ค.ศ. 1834 หรือ พ.ศ. 2376[2] ณ เนินปราสาทเมืองเก่าสุโขทัย อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย มีลักษณะเป็นหลักสี่เหลี่ยมด้านเท่า ทรงกระโจม สูง 111 เซนติเมตร หนา 35 เซนติเมตร เป็นหินทรายแป้งเนื้อละเอียด มีจารึกทั้งสี่ด้าน ปัจจุบันเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร

กราฟิกยุคกลาง

คัมภีร์มรณะ(The Book of the Dead) ต้นฉบับมาจากอียิปต์โบราณ เขียนบนแผ่นปาปิรัส บทสวด คาถา และคำอธิษฐาน เพื่อนำทางผู้ตายสู่ชีวิตหลังความตาย ประดับตกแต่งด้วยภาพวาด สัญลักษณ์ และเทพเจ้า
หนังสือเคิลส์ (The Book of Kells) ต้นฉบับมาจากไอร์แลนด์ เขียนบนหนังสัตว์ ประดับตกแต่งด้วยภาพวาด ตัวอักษรประดับ และลวดลายประณีต บันทึกเรื่องราว พระคัมภีร์ และชีวิตนักบุญ
คัมภีร์พระไตรปิฎก (Buddhist Tripitaka) ต้นฉบับภาษาบาลีจากอินเดีย ถ่ายทอดมายังศรีลังกา พม่า และไทย บันทึกบนใบลานและสมุดไทย เป็นหลักคำสอน สะท้อนวัฒนธรรม หลักฐานทางภาษา และประวัติศาสตร์

กำเนิดกราฟิกยุคการพิมพ์ในโลก

ศตวรรษที่ 11: ชาวเกาหลีพัฒนาการพิมพ์ด้วยตัวอักษรโลหะ ชาวเกาหลีชื่อว่า 왕진 (วังจิน) ประดิษฐ์แท่นพิมพ์แบบใช้ตัวอักษรโลหะขึ้นในปี ค.ศ.1230 ซึ่งวิธีการพิมพ์นั้นเป็นหลอมโลหะเป็นตัวอักษร จากนั้นเรียงตัวอักษรโลหะบนแผ่นรอง แล้วทาหมึกลงบนตัวอักษร เมื่อเสร็จแล้วจึงกดกระดาษลงบนตัวอักษร ข้อดีของแท่นพิมพ์แบบใช้ตัวอักษรโลหะคือ ทนทานกว่าตัวอักษรดินเผา แกะสลักตัวอักษรได้เร็วกว่า เหมาะสำหรับการพิมพ์หนังสือจำนวนมาก ผลของการประดิษฐ์แท่นพิมพ์แบบใช้ตัวอักษรโลหะของ 왕진 (วังจิน) เป็นการพัฒนาการพิมพ์ในเกาหลี ส่งเสริมการเผยแพร่ความรู้ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคม วัฒนธรรม การเมือง
ศตวรรษที่ 15: โยฮันเนส กูเตนเบิร์ก ประดิษฐ์แท่นพิมพ์แบบใช้ตัวเรียงโลหะ โยฮันเนส กูเตนเบิร์ก (Johannes Gutenberg) ชาวเยอรมัน ได้ชื่อว่าเป็นผู้ประดิษฐ์แท่นพิมพ์แบบใช้ตัวเรียงโลหะ (movable type printing) ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1440 ก่อนจะมีการประดิษฐ์แท่นพิมพ์แบบใช้ตัวเรียงโลหะของกูเตนเบิร์ก การพิมพ์ในยุโรป ใช้แท่นพิมพ์แบบบล็อกไม้ (woodblock printing) แกะสลักตัวอักษร และภาพลงบนแผ่นไม้ซึ่งใช้เวลานาน และพิมพ์ได้จำนวนน้อย การประดิษฐ์ของกูเตนเบิร์ก เป็นการหล่อตัวอักษรโลหะ จากนั้นเรียงตัวอักษรโลหะบนแท่นพิมพ์ ทาหมึก กดกระดาษลงบนตัวอักษร ข้อดีของแท่นพิมพ์กูเตนเบิร์กคือ ทนทานกว่า แกะสลักตัวอักษรได้เร็วกว่า เหมาะสำหรับการพิมพ์จำนวนมาก ผลของการประดิษฐ์ทำให้เกิดการพัฒนาการพิมพ์ในยุโรป ส่งเสริมการเผยแพร่ความรู้ เปลี่ยนแปลงสังคม วัฒนธรรม การเมือง แท่นพิมพ์ของกูเตนเบิร์ก พัฒนาจากเครื่องกดไวน์ ใช้แรงกด พิมพ์ได้สองหน้า
ทั้งนี่จะเห็นว่าแท่นพิมพ์ของโยฮันเนส กูเตนเบิร์ก (Johannes Gutenberg) กับของ 왕진 (วังจิน) นั้นใช้โลหะ และใช้ตัวเรียงโลหะเช่นเดียวกัน แต่ของกูเตนเบิร์ก ใช้แท่นพิมพ์แบบกด ส่วนของ วังจิน นั้นใช้แท่นพิมพ์แบบหมุน

Timeline การประดิษฐ์แท่นพิมพ์

1040 - 1048 毕升 (ปี้เซิ่ง) ชาวจีน ประดิษฐ์แท่นพิมพ์แบบใช้ตัวอักษรดินเผา
1230 왕진 (วังจิน) ชาวเกาหลี ประดิษฐ์แท่นพิมพ์แบบใช้ตัวอักษรโลหะ
1440 Johannes Gutenberg (โยฮันเนส กูเตนแบร์ก) ชาวเยอรมัน ประดิษฐ์แท่นพิมพ์แบบใช้ตัวอักษรโลหะแบบแยกชิ้น
1455 Gutenberg พิมพ์หนังสือไบเบิลเป็นเล่มแรก
1460 แท่นพิมพ์ของ Gutenberg แพร่หลายไปยังอิตาลี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์
1470 แท่นพิมพ์แพร่หลายไปยังอังกฤษ สเปน โปแลนด์ ฮังการี
1480 แท่นพิมพ์แพร่หลายไปยังรัสเซีย
1500 แท่นพิมพ์แพร่หลายไปยังอเมริกา
1800: Lord Stanhope (ลอร์ด สแตนโฮป) ประดิษฐ์แท่นพิมพ์แบบใช้แรงอัดไฮดรอลิก
1814 Friedrich Koenig (ฟรีดริช โคนิก) ประดิษฐ์แท่นพิมพ์แบบใช้แรงอัดไอน้ำ
1886 Ottmar Mergenthaler (ออตมาร์ เมอร์เกนทาเลอร์) ประดิษฐ์แท่นพิมพ์เรียงตัวอักษรอัตโนมัติ
1900 แท่นพิมพ์แบบใช้ตัวอักษรโลหะแบบแยกชิ้น ถูกแทนที่ด้วยแท่นพิมพ์แบบเรียงตัวอักษรอัตโนมัติ
1970 เทคโนโลยีการพิมพ์แบบออฟเซ็ต กลายเป็นเทคโนโลยีการพิมพ์หลัก
ปัจจุบัน เทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัล กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ

กราฟิกยุคหลังสิ่งพิมพ์ (Post-print era)

ลักษณะการออกแบบกราฟิกในยุคนี้ เน้นการออกแบบแบบโต้ตอบ (Interactive design) ดึงดูดผู้ใช้งานด้วยภาพ และวิดีโอที่น่าสนใจ เน้นการออกแบบสำหรับหน้าจอ (Screen design) และอุปกรณ์พกพา (Mobile design) รองรับการใช้งานที่หลากหลาย ตัวอย่าง เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน อินโฟกราฟิก โมชันกราฟิก เกม ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นตัวอย่างของการออกแบบกราฟิกในยุคนี้

สรุปท้ายบท

กราฟิก ย้อนรอยอดีต สู่ยุคดิจิทัล จุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์กราฟิก จากยุคโบราณที่มนุษย์ใช้ภาพเขียน และงานแกะสลักบนผนังถ้ำเพื่อบันทึกเหตุการณ์ สื่อสารความคิด และเชื่อมต่อกับธรรมชาติ ต่อมามีการประดิษฐ์อักษรภาพ ในอารยธรรมโบราณมีการพัฒนาอักษรภาพบนแผ่นหิน ผืนผ้า ดินเหนียว เพื่อการสื่อสารและบันทึกข้อมูล และมีการจารึกลงบนหิน ซึ่งมักจะบันทึกกฎหมาย เรื่องราว เหตุการณ์สำคัญบนหิน เช่น จารึกโรเซตต้า และจารึกหลักที่ 1 ต่อมาในยุคกลาง เกิดหนังสือเขียนด้วยมือ มีทั้งคัมภีร์ หนังสือ ซึ่งประดับด้วยภาพวาด และตัวอักษรวิจิตร สะท้อนความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปวัฒนธรรม

ในเวลาต่อมาก่อกำเนิดกราฟิกยุคการพิมพ์ขึ้นในศตวรรษที่ 9 โดยมีชาวจีนประดิษฐ์แท่นพิมพ์แบบใช้ตัวอักษรดินเผา และในศตวรรษที่ 11 ชาวเกาหลีพัฒนาการพิมพ์ด้วยตัวอักษรโลหะ จากนั้นทางฝั่งยุโรปช่วงศตวรรษที่ 15 โยฮันเนส กูเตนเบิร์ก ประดิษฐ์แท่นพิมพ์แบบใช้ตัวเรียงโลหะ การพิมพ์เหล่านี้เปลี่ยนแปลงสังคม วัฒนธรรม และการเมือง

เมื่อเวลาผ่านเกิดเทคโนโลยีใหม่จึงเกิดกราฟิกยุคหลังสิ่งพิมพ์ ซึ่งเป็นยุคสมัยแห่งการออกแบบไร้ขีดจำกัด เริ่มต้นปลายศตวรรษที่ 20 เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และโปรแกรมออกแบบกราฟิก พลิกโฉมวงการออกแบบ เน้นการออกแบบแบบโต้ตอบ เน้นหน้าจอ อุปกรณ์พกพา รองรับการใช้งานหลากหลาย ตัวอย่าง: เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน อินโฟกราฟิก โมชันกราฟิก เกม

ในยุคนี้มีบุคคลสำคัญคือ David Carson, Paula Scher, Stefan Sagmeister ผลกระทบของเทคโนโลยีในยุคนี้เปลี่ยนแปลงวิธีการออกแบบกราฟิก ทำให้กราฟิกเข้าถึงผู้คนง่ายขึ้น มีบทบาทสำคัญในหลาย ๆ ด้าน โลกของการออกแบบกราฟิกในยุคหลังสิ่งพิมพ์ เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ท้าทาย และไร้ขีดจำกัด

ทั้งนี้กราฟิกมีวิวัฒนาการมาอย่างยาวนาน ผ่านยุคสมัยต่าง ๆ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี วัฒนธรรม และสังคม เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยปลดล็อกศักยภาพของการออกแบบกราฟิก นำไปสู่การออกแบบที่ไร้ขีดจำกัด ตอบสนองต่อความต้องการของผู้คนในยุคปัจจุบัน โลกของการออกแบบกราฟิกในอนาคตยังคงพัฒนาต่อไป เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย

คำถามท้ายบท

  1. คุณคิดว่าเทคโนโลยีใดจะมีบทบาทสำคัญต่อการออกแบบกราฟิกในอนาคต?
  2. อะไรคือสิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับนักออกแบบกราฟิกในยุคปัจจุบัน?
  3. คุณคิดว่ากราฟิกมีบทบาทอย่างไรต่อชีวิตของเรา?

แนวคำตอบ

1. เทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญต่อการออกแบบกราฟิกในอนาคต:

  • ปัญญาประดิษฐ์ (AI): ช่วยให้นักออกแบบทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างสรรค์ผลงานที่ล้ำสมัย
  • ความเป็นจริงเสมือน (VR) และความเป็นจริงยิ่งใหญ่ (AR): สร้างประสบการณ์การออกแบบแบบโต้ตอบที่สมจริง
  • บล็อกเชน: ช่วยให้นักออกแบบสามารถควบคุมผลงานของตนเองได้อย่างเต็มที่ และสร้างรายได้จากผลงานของตน
  • เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ (3D): สร้างผลงานกราฟิกแบบสามมิติที่จับต้องได้

2. สิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับนักออกแบบกราฟิกในยุคปัจจุบัน:

  • การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี: นักออกแบบต้องเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่เสมอ
  • การแข่งขัน: มีนักออกแบบจำนวนมากในตลาด การจะสร้างผลงานที่โดดเด่นจึงเป็นเรื่องยาก
  • ความต้องการของลูกค้า: ลูกค้ามีความต้องการที่หลากหลาย นักออกแบบต้องสามารถตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้

3. บทบาทของกราฟิกในชีวิตของเรา:

  • การสื่อสาร: กราฟิกช่วยให้เราสื่อสารข้อมูล ความคิด และอารมณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การโน้มน้าวใจ: กราฟิกสามารถโน้มน้าวใจผู้คนให้ตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการ
  • ความบันเทิง: กราฟิกช่วยเพิ่มความบันเทิงในชีวิตของเรา
  • การศึกษา: กราฟิกช่วยให้เราเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างง่ายดาย